หน้าแรก การเมือง ต่างประเทศ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา การเกษตร บันเทิง - ท่องเทียว กีฬา อาชญากรรม ทั่วไป

ตีฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 52 อย่าหวังปาฏิหาริย์ 'ค่าเงิน'

 
 
ขนาดตัวอักษร สีตัวอักษร ฟอนท์ ตัวอักษร
อ่าน 1291  
 
 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2406 
 
วิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดถูกนำไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือ วิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 และถ้านำ 2 วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2540 และปีปัจจุบันหรือ 2552 มาเปรียบเทียบกันจะพบส่วน เหมือน และต่างกันดังนี้


ในส่วนที่เหมือนระหว่างเหตุการณ์ที่ห่างกันกว่า 1 ทศวรรษ มี อยู่เพียงประการเดียว


คือ เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปะทุขึ้นประชาชนต่างอยู่ในสภาพสิ้นหวังเหมือนกัน


แต่ในส่วนที่ต่างนั้นมีมากมาย อย่างแรกคือ เมื่อวิกฤติต้มยำกุ้งปะทุขึ้น นั้น ประเทศไทยอยู่ในสภาพเหมือนคนสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะสูญสำรองเงินตราต่างประเทศจากการ ดวลกับ เฮดจ์ฟันด์ ของแบงก์ชาติเพื่อปกป้องค่าบาท โดยในเดือน สิงหาคม 2540 สำรองเงินตราฯของไทยเหลือเพียง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่สำหรับครั้งนี้ สำรองเงินต่างประเทศของไทยสูงถึง 103.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากพอที่แบงก์ชาติกล้าออกมายืนยันว่า เสถียรภาพการเงินของไทยมั่นคงอย่างยิ่ง


จุดต่างประการต่อมาคือ " การเมือง" หลังปี 2540 การเมืองไทยอยู่ในภาวะปกติมาก เมื่อรัฐบาลชวลิต (พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดย ชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค ขณะนั้นก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยปรากฏการณ์ งูเห่าเมื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จาก พรรคประชากรไทย จำนวนหนึ่ง ปลีกตัวมายกมือสนับสนุน ชวน เป็นนายกฯ แต่ไม่มีกลุ่มใดออกมาคัดค้าน หน้ารัฐสภาประณามว่ารัฐบาล "ไฮแจ๊ก" และกีดกัน ไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2551 ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคปชป.ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เช่นเดียวกับรัฐบาลสมชาย (วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ คนที่ 26)เคยเผชิญมาจนนายกฯอภิสิทธิ์ ต้องหนีไปใช้ห้องประชุมกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่แถลงนโยบายแทน


แม้ นายกฯอภิสิทธิ์ สามารถหลบมวลชนคนเสื้อแดงมาแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศได้ หากวิกฤติการเมืองยังไม่จบ และยังคงเป็นปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง


ของไทยต่อไป


ไร้ปาฏิหาริย์ค่าเงิน


จุดต่างอีกประการระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 กับวิกฤติครั้งล่าสุดคือ "ค่าเงินบาท" หลังปี 2540 ค่าเงินบาทที่อ่อนในระดับต่ำกว่า 40 บาทต่อ ดอลลาร์สหรัฐฯโดยเฉลี่ยอย่างยาวนาน ผนวกกับเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การฟื้นฟูเศรษฐกิจในยุครัฐบาลชวน ต่อด้วยการปูพรมกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายประชานิยมในยุครัฐบาลทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่เริ่มต้นในปี 2544-2549 ช่วยให้เศรษฐกิจไทยออกจากวิกฤติเศรษฐกิจได้ในปี 2545 เมื่อเศรษฐกิจเติบโต 5.8%


แต่กับวิกฤติครั้งนี้ คงไม่มีปาฏิหาริย์ จากค่าเงินอีกแล้ว เพราะหลัง ปี2549 เงินทุนที่


ไหลบ่าไปทั่วโลกเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่าหลังเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงกดดันให้ค่าเงินทั้งภูมิภาคแข็งค่าขึ้น โดยค่าเงินบาทปิดฉากเงินสกุลอ่อนตั้งแต่ปี 2549 เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเทียบดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยทะลุขึ้นมาที่ 37.93 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนทำสถิติใหม่ในปี 2550 ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ย 34.56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนปี 2551 อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯเฉลี่ยอยู่ 35.09 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ค่าเงินในช่วงแรกของปีอ่อนตัวเร็วกว่าที่นักค้าเงินคาดการณ์โดยค่าเงินบาทลงไปอยู่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม (ใกล้เคียงกับอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2549) ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสถิติที่อ่อนตัวที่สุดในรอบ 2 ปี หรือนับจากต้นปี 2550


แม้อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่คง ไม่สามารถเรียกว่า "บาทอ่อน" ได้แน่นอน หากนำไปเปรียบเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงหลังปี 2540 ที่เฉลี่ยต่ำกว่า 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ อีกทั้งแบงก์ชาติ ไม่สามารถเล่นบท "ผู้พิทักษ์เงินบาท" ได้อีกแล้ว เพราะบาดแผล จากศึกค่าเงินในปี 2540 ยังตามหลอนคนในวังบางขุนพรหมอยู่ ประกอบกับการดูแลค่าเงินด้วยระบบกึ่งลอยตัวในปัจจุบัน ทุกอย่างอิงไปกับกลไกการตลาด จึงไม่เอื้อต่อการประกาศลดค่าเงินเหมือนในอดีต หรือ ให้แบงก์ชาติกลับไปเล่นบท มาเวอริก สิงห์ปืนไวขนสำรองเงินตราฯไปดวลกับเฮดจ์ฟันด์เพื่อพิทักษ์ค่าเงินบาทได้อีกแล้ว


อย่างดีที่สุดที่ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ธาริษา วัฒนเกส สามารถทำได้ คือเข้าไปดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างบาทกับดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ในระดับที่แข่งขันได้กับประเทศผู้ค้ารายอื่นๆ เท่านั้น


ถ้าพิเคราะห์จากเงื่อนไขข้างต้น ฟันธงได้เลยว่า ปาฏิหาริย์ค่าเงินจะไม่หวนกลับมาให้


โชคภาคส่งออก เช่นที่เคยปรากฏในช่วงหลังวิกฤติในปี 2527 และ 2540 ที่เงินบาทอ่อนค่าจนสินค้าเงินบาทได้เปรียบด้านราคา และนำไปสู่การขยายตัวของภาคส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่


ฉุดวงจรเศรษฐกิจให้เคลื่อนตัวไปข้างหน้า


นอกจากแนวโน้มค่าเงินจะไม่เป็นใจแล้ว ภาวะตกต่ำในตลาดส่งออกหลักทั้ง สหรัฐฯ สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ยังเป็นปัจจัยกระหน่ำภาคส่งออกดังที่ตัวเลขส่งออกเดือน มกราคม


ที่ผ่านมาโชว์ตัวเลขหดตัวกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า สัญญาณดังกล่าวตอกย้ำว่า"ภาคส่งออก" ไม่สามารถสวมบทหลักในการฉุดเศรษฐกิจให้ออกจากหล่มวิกฤติได้ เช่นเดียวกับวิกฤติ 2 ครั้งที่ผ่านมา


ทางเลือกที่เหลือ


เมื่อปาฏิหาริย์ค่าเงินและอัศจรรย์ภาคส่งออก หมดโอกาสหวนกลับมาสำแดงเดชแล้ว การตีฝ่าจากวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ยังจะเหลืออะไรเป็นตัวช่วยอีก !!! และตัวช่วยที่ว่าจะมีพลังมากพอขึ้นมาทดแทนภาคส่งออกที่ครองสัดส่วนเศรษฐกิจกว่า 70% ได้หรือไม่ ?


มีนักเศรษฐศาสตร์บางคนเสนอมุมมองว่าประเทศไทย ควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ด้วยการ ลดพึ่งพาภาคส่งออกแล้วหันมาส่งเสริมภาคบริโภคในประเทศขึ้นมาทดแทน


ในเชิงหลักการคงไม่ใครค้านแนวคิดดังกล่าว เพราะยุทธศาสตร์มุ่งส่งออกของไทยที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ได้ผนึกเอาเศรษฐกิจของประเทศเข้ากับเศรษฐกิจโลก อย่างแนบแน่น ด้านบวกการเป็นส่วนหนึ่งในระบบโลก ช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทย


ซึ่งในบางครั้งเคยขยายตัวอย่างน่าอัศจรรย์มาแล้ว แต่ในด้านลบ การเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก


มีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะยามใดที่กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจติดหวัดไทยจะจามในเกือบจะทันที ดังที่สำแดงอาการอยู่ในเวลานี้


หากคำถามก็คือว่า เราควรมองหาทางเลือกที่เป็นไปได้มากกว่านี้หรือไม่? ก่อนที่จะไปคำนึงถึงเรื่องระยะไกลตามแนวคิดลดส่งออกเพิ่มบริโภคภายใน เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจากพึ่งพาส่งออกเป็นหลัก มาอาศัยการบริโภคเป็นแกน ต้องใช้เวลาและที่สำคัญจะสามารถเปลี่ยนกรอบความคิดบรรดานักวางแผนเศรษฐกิจที่ปักใจว่า พลังการบริโภคภายใน ยังไม่สามารถชดเชยภาคส่งออกได้อย่าว่าแต่จะขึ้นมาทดแทนเลย ได้อย่างไร


หลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นายกฯอภิสิทธิ์ หันมาจดจ่ออยู่กับโครงการแจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาทให้กับผู้ประกันตนกว่า 8 ล้านคนทั่วประเทศ รวมมูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ผู้ประกอบการค้าเกือบทุกค่ายจัดแคมเปญร่วมเพื่อช่วงชิง "อำนาจซื้อ"ที่รัฐบาลจัดให้อย่างคึกคัก แต่ยังไม่มีใครออกมาการันตีว่า นโยบาย และ มาตรการ ฉีดเงินสดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ


1.16 แสนล้านบาทที่รัฐบาลขยายวงเงินขาดดุลงบประมาณปี 2552 จากงบกลางปีจะช่วยพาไทยออกจากหล่มเศรษฐกิจได้หรือไม่ ?


นอกจากคำอธิบายจากนายกฯเมื่อถูกถามว่า โปรยเงินแล้วจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือ ? ว่าเป็นมาตรการที่ประเทศไหนก็ทำกัน ซึ่งสามารถพิสูจน์ความคิดได้จากตำรา


คำตอบดังกล่าวยืนยัน 3 ประการ หนึ่งคือ นโยบายและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง สองคือรัฐบาลจัดทำนโยบายแบบ"เชื่อตามกันมา" และสาม ยังไม่มีปาฏิหาริย์ ใหม่มาแทนค่าเงินในการตีฝ่าจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้


* : บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ คัดย่อจาก บทความความข่าวเชิงวิเคราะห์ "ตีฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 52 อย่าหวังปาฏิหาริย์ค่าเงิน" รางวัลป๋วย อึ๊งภากรณ์ ประจำปี 2551 เขียนโดย จิตติศักดิ์ นันทพานิช และเพิ่มเติมข้อมูลบางส่วนเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 
 

คอลัมน์อื่นๆในหมวด

บิ๊กสหพัฒน์ให้รัฐรับความจริง รากหญ้ายังพะงาบศก.จะโตได้ไง (อ่าน 806)

“ทริส” หั่นเครดิตการบินไทยซ้ำ! เหตุภาระหนี้ท่วมยังกัดฟันแจกโบนัส-เงินเพิ่ม (อ่าน 989)

ความจริงที่การบินไทย (อ่าน 1127)

จับตาราคาข้าว (อ่าน 773)

   
 
 
 
       
  หน้าแรก ย้อนกลับ พิมพ์บทความ
 
 
 
ความคิดเห็นจากผู้อ่าน
 
- ยังไม่มี -
ร่วมแสดงความคิดเห็น
 
ชื่อ * E-email *
ข้อความ *
รหัสยืนยัน *
 
 

 
 
หน้าแรก การเมือง ต่างประเทศ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา การเกษตร บันเทิง - ท่องเทียว กีฬา อาชญากรรม ทั่วไป